Fortunova's profile~*FoRTuNER*~PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 29

    วันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

         วันนี้...เป็นวันพฤหัสธรรมดาๆ เป็นวันที่ลงทะเบียนเรียนไว้แค่ตอนบ่ายสามถึงห้าโมงวิชาเดียว... ลงทำไมก้อไม่รู้
    วิชานั้นก้อคือ Intro Recreation ที่ใครๆต่างร่ำลือกันว่า A ง่ายยยย แค่ไปทริปก้อ A แว้ว... ก้อเลยลง
    แต่ดูเหมือนดวงชะตาเรามันจะไม่สมพงษ์กับการเรียนวิชานี้ซักเท่าไหร่ เริ่มจากวันแรกที่เรียนเลย ตอนนั้นตารางเรียน
    ยังไม่ลงตัวดี ก้อเลยลงไปวันพุธ ซ้อนกับ Spoken Com เนื่องจากตอนนั้นยังไม่แน่ว่าจะขอ S/U ได้ไม๊ และ
    เกรดค่อนข้างจะวิกฤติ B+ เพิ่มอีกตัวอาจทำให้ไม่ได้เกียรตินิยม เลยต้องจำใจลงวันเดียวกันไปก่อน แต่อาทิตย์แรก
    ก้อไม่ได้ไปเรียน เพราะไปเข้าเรียน Spoken Com และอาจารย์ก้อยังไม่ให้คำตอบว่าจะลง S/U ได้รึเปล่า
    ครั้งที่สอง คราวนี้ตั้งใจจะไปลองดูวันพฤหัส แต่คราวนี้มีมรสุมโปรเจคเข้ามา ต้องส่งรายงานโปรเจควันนั้น และตารางเรียน
    ก้อยังไม่ลงตัวเช่นกัน อยากเรียน Robotic แต่ก้อยังไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับวิชา รวมทั้งไม่แน่ใจว่าจะ A ชัวร์ เพราะอย่างที่บอกว่า
    B+ ตัวเดียวก็เสียวได้ นั่นเอง... และเวลาเรียนวิชานี้ยังตกลงกันไม่ได้ อาจารย์เลยนัดเย็นวันนั้นสี่โมงครึ่ง ซึ่ง intro rec เลิกห้าโมง!
    แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ ประเด็นคือ วันนั้นไม่สบายมากๆ ท้องอืดระดับโลก อาหารไม่ย่อยเลย เป็นไข้ ท้องเสียอีกตะหาก...
    เลยได้โดด intro rec นั่งทำรายงานprojectแทน... และไปอ้วกตอนเรียน robotic... อ่าว...
    แต่สัปดาห์ที่3 หลังจากไปสู้รบกับทะเบียนวิดกีฬาขอย้ายวันมาแล้ว ก้อได้ไปเรียนแบบงงๆ 1 คาบ ตอนแรกหาห้องไม่เจอ
    ไปเข้า human rela ซะงั้น -_-" ก็งงๆว่าทำไมบนกระดานพูดถึง มนุษยสัมพันธ์...
         อาทิตย์ที่แล้ว ก้อโดดอีก... เพราะไปสัมภาษณ์ & ทำกิจกรรมกับ Toyota (TMAP-EM) เลยไม่รู้เรื่องอะไรเลย
    ว่าเค้าทำอะไรกันบ้าง รู้แค่ว่าอาจารย์บอกว่าให้เอาวัสดุเหลือใช้ไปทำกระทง ก้อเท่านั้น แต่ไม่เป็นไร อาทิตย์นี้ไปเรียนตามปกติ
    พี่ TA ก้อคงบอกเองแหละว่าต้องทำอะไรบ้าง ไม่เป็นไร สบายใจได้ อย่าคิดมาก ^^
         แต่ชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น!! -*- อาทิตย์นี้ ไปเรียนตามปกติ เนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วไม่ได้เรียน อาทิตย์นี้ก้อเลยมาก่อนเวลานิดนึง
    ขึ้นไปบนห้อง.. เงียบ... มืด... อืม สงสัยเค้ายังไม่มากันมั้ง ทำไมไม่มีคนเลิกเรียนเร็วมาก่อนเวลาเลยเหรอไง หรือว่าเค้าย้ายห้อง??
    หรือว่าเค้ามีไปทัศนศึกษาที่ไหนกันรึเปล่า?? คิดไปนู่น... สุดท้ายก้อเลยลงไปเดินข้างล่าง หวังจะเจอคนหน้าตาคุ้นๆให้ถามบ้าง... 
    มันจะไปมีได้ไงล่ะค๊าบ ไม่รู้จักใครเลย TT^TT...แต่ความพยายามก้อยังไม่สิ้นสุด ไปถามทะเบียนดีก่า!! ไอเดียปิ๊งขึ้นมาเนื่องจาก
    การได้เรียนวิชา creativity (เกี่ยวไม๊?) ระหว่างทางเจอพี่ชาย (TA CG & anime) บอกว่าจะมาเรียนลีลาศ แหม มาหาสาวๆล่ะสิพี่ :P
    ไปถึงทะเบียนเค้าบอกว่าโรงยิมไงน้อง เค้าจะเต้นแอโรบิกกัน... นั่นไง ความซวยมาเยือนแล้ว ไม่ได้เอาชุดมา
         สรุปแล้วก้อเลยเต้นมันทั้งชุดนิสิตนี่ล่ะครับ พี่ TA ตัวอ่อนระดับโลก แถมเต้นเก่งมากมาย ดูท่าจะไปผับเป็นประจำ ระหว่างเต้น
    หน้าไม่มันด้วย (ให้นึกถึงโฆษณา Smooth-E ประกอบ) ก้อเต้นๆไป.. นานมากกกกกก เกินครึ่งช.ม.แน่ๆ แต่ไม่แน่ใจว่าเกินช.ม.ไม๊
    พี่ TA บอกว่าคราวหน้าให้ทำกระทงมาด้วย พร้อมงานวันแรกสุด ให้เขียน "นิยามความรัก" ในแบบฉบับของตนเอง -_-"
         ก้อผ่านไปได้ด้วยดี สำหรับวันพฤหัสธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดาเลย เมื่อยจะตายแล้วเนี่ย แถมเหม็นเหงื่ออีกตะหาก TT^TT กลายเป็น
    คนที่สังคมรังเกียจเวลาขึ้นรถซะแล้ว ฮือๆ... ว่าแล้วก็ไปอาบน้ามดีกว่า ^^"
     
    ข้อคิดสำหรับวันนี้: ไม่มี -_-"
     
    November 27

    วางแผนชีวิตเพียงวันต่อวัน เราจะสดใหม่เหมือนขนมปัง!

         ขนมปัง... ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรือพวก super market เราก็มักจะเห็นร้านขายขนมปังอยู่อย่างน้อย 1 ร้าน และคอนเซ็ปต์
    ของทุกๆร้านก็คือ เราทำใหม่ทุกวัน! อาจจะวันละหลายๆรอบด้วย เพราะฉะนั้นขนมปังจะสดใหม่ และอุ่นๆ น่ารับประทานเป็นที่สุด
    ยิ่งเป็นขนมปังที่มีเนื้อนุ่มๆ เมื่อมันออกมาจากเตาใหม่ๆ ก็จะนุ่มฟูดูน่ากิน แค่เพียงกัดเข้าไปก็จะได้รับรสชาติความนุ่มและหอมของขนมปัง
    ได้อย่างละเมียดละไม... ไปพากษ์ TV Champion ดีกว่า...
         ที่เกริ่นถึงขนมปังขึ้นมาก้อเพราะว่า ช่วงนี้ชีวิตเรามี slogan ใหม่เข้ามาคือ "วางแผนชีวิตเพียงวันต่อวัน เราจะสดใหม่เหมือนขนมปัง!"
    ไม่ใช่อะไรหรอก... ก็เพราะว่าช่วงนี้มันมีงานนู่นงานนี่ สมัครงานที่นู่นที่นี่ สัมภาษณ์ที่นู่นที่นี่ สอบที่นู่นที่นี่ ให้วุ่นไปหมด แล้วเราจะทำไงล่ะ
    ถ้าอยู่ดีๆตอนห้าทุ่มมารู้ว่า พรุ่งนี้บริษัท XXX จะมารับสมัครงาน และมีสอบด้วย... คำตอบง่ายๆก็คือ วางแผนชีวิตใหม่สิครับ เพราะเวลาช่วงนั้น
    ในชีวิตของคุณก็จะต้องหายวับไปกับตา กลายเป็นเพียงอากาศธาตุที่รอวันจะถูกบรรจุลงในตารางชีวิตในวันถัดๆไป กองพะเนินสุมจนทำอะไรไม่ถูก
    แล้วก็ต้องมานั่งเครียดในบางเวลา ชีวิตนี่ยากเย็นเหมือนกันนะครับ...
         เราในตอนนี้ ก็เปรียบเสมือนขนมปังก้อนหนึ่ง ที่รอคนมาซื้อ แม้ว่าจะถูกจับมาวางหน้าร้านเป็นระยะๆก็ตาม แต่เราก็ไม่สามารถคาดเดาได้
    ว่าจะถูกซื้อไปเมื่อไหร่ หรือขนมปังก้อนนี้จะมีคนไหนสนใจ และอยากซื้อกลับบ้านไป... คนมองขนมปัง ก็คงดูแค่ว่า เป็นขนมปังเกรดดีหรือไม่
    ดูเพียงแค่ตัวเลข ไม่ได้สนใจว่าเนื้อในของขนมปังนั้นเป็นเช่นไร ซึ่งก็คงเป็นสัจธรรมของโลกใบนี้ไปเสียแล้ว และการพยายามหางานเยอะๆ
    ก็คงเหมือนการล้างแก้วน้ำด้วยน้ำที่เปิดแรงๆ แม้ว่าน้ำอาจจะสัมผัสกับแก้วเยอะ แต่น้ำจำนวนไม่น้อยได้กระฉอกออกไป สูญเปล่า...
         ก็คงได้แต่หวังต่อไปว่าจะมีลูกค้าสักคนที่สนใจขนมปังชิ้นนี้ ที่มันอาจไม่ได้มีเกรดสวยหรูไว้บังหน้า หรือมีเส้นสายอะไร....
    กลายเป็นหนังซีรี่ส์ผสานกับปรัชญาซะแล้ว อืม... ไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้เหมือนกันแฮะ แต่คงอ่านกันรู้เรื่องแหละ เอวัง...
     
     
     
     
    <<<< เนื้อหาในส่วนถัดไปอาจมีการ spoil ผู้เรียน creativity วันพฤหัสได้ กรุณาใช้วิจารณญาณก่อนรับชม >>>>
     
     
     
     
         สติ vs สมาธิ : บางคนอาจจะรู้ความหมายและบางคนอาจจะหลงลืมมันไปแล้ว สติคืออะไร ในความคิดของผม มันคือการตระหนักรู้
    รู้ถึงสิ่งรอบข้างที่เกิดขึ้น รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ส่วนสมาธินั้น คือการตั้งใจและจดจ่ออยู่กับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นว่าคนที่
    มีสติ จะต้องมีสมาธิ และคนที่มีสมาธิ จะต้องมีสติ แต่เป็นอันรู้กันว่า เมื่อไหร่ที่สติและสมาธิมาด้วยกันล่ะก้อ สุดยอดส์~...
         วันนี้อาจารย์ธงชัยให้เตรียม sandwich หรือขนมปังไปคนละหนึ่งชิ้น ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจมาก เพราะไม่รู้ว่าจะให้เอาไปทำอะไร
    มีคนคาดเดาไปต่างๆ นานา เช่น อาจารย์ให้เอาแซนด์วิชมาต่อกันให้สูงที่สุด!! (คิดเองแหละ.. ขำๆ...) หรือว่าให้เอามาแบ่งเพื่อนทาน!
    หรืออาจจะทายบุคลิกลักษณะนิสัยจากไส้แซนด์วิช! (ทายไม่ได้แน่ๆ เพราะที่ผมเอาทูน่าเสปรดมา เพราะมันไม่มีแฮมชีส...) รวมทั้งคิด
    ว่าอาจารย์อาจจะฉายหนังให้ดู เลยให้ซื้อแซนด์วิชมาแกล้ม!! แต่ทายไปก้อไม่ถูกหรอก เพราะจริงๆแล้วอาจารย์ให้นำแซนด์วิชมา.....
    กิน!!! นั่นเอง... ฮ่วย... เบสิกสุดๆ แต่ว่าย่อมแน่นอนว่านี่วิชาความคิดสร้างสรรค์ การกินจะธรรมดาได้อย่างไร? อาจารย์ไม่ได้ให้กินเฉยๆ
    ชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น! ... ใครอยากรู้ว่าอาจารย์ให้ทำอะไร เชิญติดตามได้ด้านล่างครับ ตอนนี้เราจะเปลี่ยนเรื่อง เพื่อสร้างสีสัน
    เปรียบเสมือนการคั่นโฆษณาทีวี ซึ่งอาจดูไม่มี point และกวนบาทาอยู่บ้าง แต่ผมพอใจอะ มีอะไรอ๊ะป่าว? ฮ่าๆๆ
         วันนี้อาจารย์สอนเกี่ยวกับกำลังภายใน ซึ่งก้อคือ "ชี่กง" ที่ใครๆอาจจะเคยได้ยินหรือสัมผัสมาบ้าง แว่บแรกที่ได้ยิน ดันไปคิดเชื่อมโยง
    กับเทศกาลโคมไฟ "จี้กง" ในอดีต แต่มันหาได้เกี่ยวกันไม่... แป่ว... ชี่กงนี่เหมือนกับการพยายามสัมผัสถึงลมปราณของตัวเอง และก็
    เล่นกับมัน อธิบายไปก้อคงงงๆ ช่างมันละกัน ... เฮ้ย!! อยูดีๆสีเปลี่ยนซะงั้นอะ... สงสัยอากาศหนาว... แต่มันก้อไม่เกี่ยวนี่นา...-_-"
    กลับมาสีเดิมดีกว่า... เอ๊ะ เดิมไม๊ เหมือนมันจะคนละสี แต่ก้อช่างมันเหอะ ตาลายละ ข้ามไปข้อคิดเลยละกัน ฮ่าๆๆ ความขี้เกียจ
    ของมนุษย์นี่แหละ ที่ทำให้โลกเราวิวัฒนาการมาได้จนถึงขั้นนี้!! ข้อคิดวันนี้คือ ชี่กงไม่ใช่จี้กง!! ... และ สมาธิ ต่างจาก สติ อย่างไร
    อันหลังนี่พอมีสาระติดมาบ้างให้ใจชื้น มาถึงสิ่งที่กะลังพัฒนาตอนนี้ดีกว่า คิดว่าน่าจะเป็นการทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียด ไม่คิดมาก
    เพราะว่าไอ้การหางานยังไม่ได้ซะทีมันก้อทำให้เครียดเหมือนกันแฮะ... แต่ยังงัยชีวิตก็ต้องเดินต่อไป... เนอะ...
     
    November 25

    ลอย ลอยกระทง

         เมื่อวานเป็นวันลอยกระทงที่ใครๆหลายคนรอคอย แต่ผมรู้สึกเฉยๆกับวันนี้แฮะ
    อาจจะเป็นเพราะว่าไม่เคยได้ลอยกระทงเลยมั้ง รู้สึกว่ามันเป็นการทำลายสภาพแวดล้อมเปล่าๆ
    ปีนี้ก้อเป็นอีกปีนึงที่แค่เดินเที่ยวงานเฉยๆ และกระเป๋าหนัก ไม่ยอมซื้ออะไรกินอีกตามเคย T^T
    ต่อไปมีงานอะไรจะพยายามไม่งกละ ไม่งั้นพอไม่ได้กินอะไรเลย นอกจากจะหิวแล้ว ยังเสียดายด้วย
    ปีนี้ก้อเดินกะมู๋น้อยเหมือนเดิม แต่ก้อไม่ค่อยได้เดินแฮะ ไปถ่ายรูปวงดนตรีที่ปอมมี่กะเติ้ลเล่น
         ท้าวความหน่อยว่า ทำไมอยู่ดีๆเติ้ลถึงไปเล่นอยู่ในวงดนตรีหอ ของปอมมี่ได้ คือว่าเนื่องจาก
    มือคีย์บอร์ดวงปอมมี่เบี้ยว ติดต่อไม่ได้ เลยเรียกเติ้ลไปเล่นแทน ซึ่งก้อพบว่า มันไม่ได้ซ้อม!!
    พอถึงเวลาเล่นจริง เติ้ลก้อไม่มีคิว นั่งเอ๋ออยู่ รอคิวตัวเองอยู่นานจนเบื่อ แต่ในที่สุดเวลาที่รอคอย
    ก็มาถึงจนได้ ถึงเพลงที่เติ้ลจะได้มีส่วนร่วมกับเค้าซะที แต่ว่า พอเอื้อมมือไปแตะคีย์แรก!!
    ... กริบ ...
    ปลั๊กหลุด!! 5555+  ซวยได้อีก น่าสงสารมาก แต่ก้อเห็นว่ามีเพลงที่ได้เล่นหลักอยู่สองเพลง
    ก็ยังดี... สรุปแล้วปีนี้เป็นลอยกระทงที่เซ็งๆ เพราะไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไปทำให้ถ่ายรูปไม่ค่อยจะได้
    ไม่ค่อยอยากใช้ flash เพราะภาพที่ได้จะแข็งๆ ขนาดปรับ ISO เต็มแม็คแล้วก้อยังไม่นิ่ง
    ก้อเลยจำใจ ถ่ายไปโดยไม่ใช้ flash กะว่าจะให้เห็น motion (เนื่องจากภาพไหว? 55)
     
    ขอบคุนมู๋น้อยที่มาเดินด้วยกันอีกปีคับ
     
    เซ็งที่ไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไป --3-
     
    รูปที่ถ่ายมาก้อไม่เยอะเท่าไหร่แฮะ --3-
     
    งอแงๆ...

    TMAP-EM vs. จุลินทรีย์ EM

    แด่วันพฤหัสที่ 22 พฤศจิกายน 2550 >>>
     
         วันนี้ได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมและสอบสัมพาดของบริษัท TMAP-EM หรือบริษัทลูกอันนึงของ TOYOTA
    ที่ทำเกี่ยวกับพวกคอมพิวเตอร์หรือวงจรในรถยนต์ มีตั้งแต่การวางแผน wire สาย จนไปถึงการวางแผน coding
    แต่ที่บริษัทนี้ทำคือจะไม่ได้ coding เองทั้งหมด แต่จะส่งแผนที่วางพร้อม code คร่าวๆไปให้บริษัท outsouce
    ที่รับจ้าง coding คือ TOYOTA TSUSHO ที่เพื่อนๆไปสอบกันเมื่อประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เราไม่ได้สอบ
    เพราะมัวแต่จัดการเรื่องทะเบียนอยู่ ชีวิตช่างเหนื่อยยากตรากตรำเหลือเกิน TT^TT เทอมนี้เหนื่อยเกินไปสำหรับ
    เรารึเปล่านะ? แต่มันไม่มีทางเลือกแล้วล่ะ... ชีวิตต้องสู้ ยู้ฮู้ เคนตะ... สงสัยเราจะต้องสะสมพลังงานให้จงหนัก
    เพื่อให้ในแต่ละวันผ่านพ้นไปได้อย่างมีเรี่ยวแรง เฮ่อ...
         กิจกรรมที่ TMAP-EM ให้ทำแบ่งเป็น 2 ช่วงละ พอดีว่าเราอยู่กลุ่ม A ประกอบด้วย 6 คน ได้แก่ จูนเนอร์ (คอม จุฬา),
    เอ๋ย (คอม จุฬา), ตอง (ไฟ จุฬา), ปอน (ไฟ พระนครเหนือ), ปิ๊ง (คอม ลาดกระบัง) และ ไผ่ (ไฟ ลาดกระบัง)
    จำผิดอย่ามาว่ากันนา >.< เค้าเลยให้ไปทำกิจกรรมกลุ่มก่อน (A-E มั้ง) ในช่วงเช้า แล้วตอนบ่ายค่อยไปสัมพาดเดี่ยว
    โดยกิจกรรมกลุ่มตอนเช้าจะแบ่งเป็น 2 mission ดังนี้
     
    1.สร้างตึก
         อุปกรณ์: กระป๋องน้ำอัดลม 20 กระป๋อง, ไม้เสียบลูกชิ้น 20 ไม้, เชือกฟาง 2 เมตร
         mission: สร้างตึกที่แข็งแรงและสูงที่สุด โดยสามารถป้องกันพายุและแผ่นดินไหวได้
         Solution: ตอนแรกเราก้อคิดกันแต่ว่าจะต่อกระป๋องขึ้นไปสูงๆ แต่หลังจากลองมัดด้วยเชือกฟางแล้ว
    พบว่ามันไม่ค่อย work เท่าไหร่ ตอนนั้นเลยปิ๊ง idea ขึ้นมาว่า ทำไมเราไม่ต่อไม้ให้สูงๆล่ะ?? เค้าไม่ได้บอก
    ว่าตัวตึกต้องทำจากกระป๋องเท่านั้นนี่! แล้วเด๋วเราก้อหาอะไรแถไปได้เองแหละว่ามันคืออะไร
         Test: พายุ -> รอดมาได้ครับ
                 แผ่นดินไหว -> หวุดหวิด
    หลังจากนั้นเค้าให้เปลี่ยนแปลงรูปทรงได้เพื่อให้สูงที่สุด แล้วยกไปไว้หน้าห้อง... ตึกแทบแยกร่าง แล้วก้อมีหักเหลี่ยมโหด
    จัด aftershock กันไปอีก 1 ที โดยกลุ่มเราโดนแกล้ง พัดอยู่นั่นจนล้ม -_-" ซะงั้น แต่ก้อมีสิ่งที่ภาคภูมิใจคือ เราแถได้
    ว่าไอ้ไม้เสียบลูกชิ้นยาวๆที่ต่อขึ้นไป มันคือหอชมวิวที่สามารถหมุนได้รอบทิศ 555+ คิดไปได้
     
    2.ออกแบบโลโก้
         อุปกรณ์: กระดาษร้อยปอนด์ 1 แผ่น, ดินสอ, สีเทียน
         mission: ออกแบบโลโก้ของ TMAP-EM โดยให้แสดงถึงสิ่งที่บริษีททำและความยิ่งใหญ่ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
         Solution: ก้อออกแบบกันไป ได้ออกมาเป็นรถขี่ลูกโลก และมี TMAP-EM พาดกลาง รถมีผ่าโชว์ว่าข้างในมี CPU
    เท่ห์ไม่หยอก แต่ที่น่าตกใจคือ ผมวาดรูปสวยที่สุดในกลุ่มแล้ว =[]=!! โดนใช้วาดเลย แป่ว
         Test: ไม่มี มีแค่ presentation ซึ่งงงตัวเองมาก เพราะเวลาพูดมือสั่น -_-" ไม่สั่นมานานมากแล้วนะครับ
     
    ตอนบ่ายเป็นสัมพาดเดี่ยว มีทั้งไทยอังกิด ก้อผ่านมาได้แบบชิวๆ (มั้ง) นับว่าสนุกดีสำหรับการไปร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
    หวังว่าจะได้โดนเรียกเข้าไปสัมพาดรอบต่อๆไป มาดูกันหน่อย โฮะๆ
     
    ป.ล. แล้วมันเกี่ยวอะไรกับจุลินทรีย์ EM?
    November 21

    พิชิตความทุกข์ใจ ด้วยการพาตัวใจกลับบ้าน!

         ขอเล่าเรื่องของเมื่อวานหน่อยละกันนะครับ พอดีซ้อมเปียโนเพลินเลยรู้สึกตัวอีกทีก็ราวเที่ยงคืน ไม่มีเวลามาอัพบล็อก
    เมื่อวานนี้ในวิชา Creative Habit อ.ธงชัยได้เชิญคุณศุภวรรณ พิพัฒพรรณวงศ์ กรีน ผู้แต่งหนังสือดังๆหลายเรื่องเช่น
    ไอสไตน์ถาม พระพุทธเจ้าตอบ เป็นต้น โดยท่านได้มากล่าวเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "ตัวใจ"
         ชีวิต จะเรียกได้ว่าชีวิต ก็ต่อเมื่อประกอบไปด้วยทั้ง "ตัวกาย" และ "ตัวใจ" ถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว เกิดความสงสัย
    ว่าทำไมต้องเรียกว่า ตัว ละก็ ให้หยุดสงสัยซะแล้วอ่านต่อไปจนจบ แล้วท่านจะเกิดความกระจ่างเองว่า ไอ้คนเขียนบล็อก
    ก็ไม่รู้เหมือนกัน -_-" นั่นเอง ตัวใจนั้น เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของเรา ร่างกายที่ปราศจากจิตวิญญาณก็ไม่สามารถ
    จะดำรงอยู่ได้ เช่นเดียวกัน หากตัวใจโดนทำให้สั่นคลอน แน่นอนว่าตัวกายก็จะย่อมได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน
    สิ่งต่างๆรอบกายอันได้แก่ ภาพ เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ล้วนแต่ทำให้เราเกิดความคิด ความรู้สึก และความจำ ซึ่งทั้งสามสิ่ง
    ล้วนส่งผลแก่ตัวใจของเรา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทะเลาะกับใครมา หลังจากทะเลาะแล้ว "ความจำ" ของเราก็จะไปนึกถึงเหตุการณ์
    ตอนที่ทะเลาะ "ความรู้สึก" ขุ่นข้องหมองใจก็ย่อมจะเกิดขึ้น และ "ความคิด" ก็จะทำให้เรานึกไปต่างๆนานา สติไม่อยู่กับ
    เนื้อกับตัว หรือเรียกว่า ตัวใจไม่อยู่ นั่นเอง  เราเลยต้องเข้าร่วมในปฏิบัติการณ์พาตัวใจกลับบ้าน!!
         วิธีพาตัวใจกลับบ้านนั้นก็ทำได้ไม่ยาก จริงๆแล้วคอนเซ็ปต์ง่ายๆก็ประมาณว่าให้เรามีสติรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไร
    อาจทำโดยการนับลูกประคำไปด้วย หรือเอามือสองข้างถูกัน เพื่อระลึกถึงสัมผัสที่มืออยู่ตลอดเวลา เป็นกลอุบายที่ทำให้
    เรามีสติอยู่กับตัวเองตลอดเวลานั่นแหละ วันนี้ก็ได้ข้อคิดมาอย่างนึงว่า ถ้าเราจะทำอะไรโดยไร้สติล่ะก็ ต่อให้ทำไปมากกว่า
    สิ่งที่ได้ก็น้อยกว่าทำอย่างมีสติ เช่นการอ่านหนังสือ  ถ้าจิตใจว้าวุ่น อ่านไปก็ไม่เข้าสมอง ทำสมาธิก่อนดีกว่าเป็นไหนๆ
         ตอนนี้อยู่ในช่วงบ้าเล่นเปียโนเนื่องจากดูหนังเรื่อง Secret 555+ ก็เล่นซะเยอะเชียว แต่ซ้อมผิดวิธี ไม่ได้จำโน้ต
    ก็เลยเหมือนเล่นได้เท่าเดิม -_-" อาจารย์ไม่ปลิ้ม...  งืมๆ  ก็คงต้องจำให้ได้ก่อนล่ะเนอะ ไม่งั้นเล่นไม่จบซักที 55
    ยังงัยก็สู้ตายคับ จะทำอะไรหลายๆอย่างที่อยากทำให้จงได้ แต่เพลง Arrange เพลงก็จะลองทำดู ฝากตัวด้วยนะคับพี่แบงก์
    หุหุ... อย่ามาถ่อมตัวอีกล่ะ - - ... 
    November 19

    Secret, My Inspiration!

         เป็นบุญตาและบุญหูจริงๆที่เกิดมาได้ดูหนังเรื่องนี้... "Secret"... อะ  จะบอกเล่าคร่าวๆแบบไม่สปอยล์ละกัน
    คือว่าหนังเรื่องนี้ ตอนจบน่ะ...  อ่อ ไม่สปอยล์ๆ คือว่าพระเอก (เจี๋ยหลุน) เป็นนักเรียนเปียโนคนหนึ่งที่ได้พบกับ
    นางเอก (เฉียวอี่) เข้าตอนที่นางเอกกำลังบรรเลงเพลงๆหนึ่งอยู่ในห้องเปียโนเก่า เป็นเพลงที่พระเอกไม่รู้จัก
    พอถามนางเอกว่า เพลงอะไรเหรอ นางเอกกลับกระซิบข้างหูพระเอกว่า "บอกได้ไง มันเป็นความลับ" ...
    จากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น มากขึ้น โดยหารู้ไม่ว่า ชะตากรรมบางอย่าง กำลังรอพวกเขาอยู่...
     
         เรื่องนี้ Jay Chou กำกับเอง เขียนบทเอง นำแสดงเอง เรียกได้ว่าเรือล่มในหนองทองจะไปไหนเลยทีเดียว
    แต่ก็ต้องยอมรับว่าฝีมือการกำกับเขาก็ไม่เลว ฝีมือการแสดงก็โอเค และฝีมือเปียโนก็เยี่ยมไปเลย เจ๋งจริงๆ
    เรื่องนี้ได้เห็น Jay Chou โชว์เทพหลายเพลงเลย เมื่อก่อนนึกว่า Jay Chou จะเป็นนักร้องห่วยๆที่อาศัยหน้าตา
    หรือว่าความเป็นนักร้องต่างชาติ มาขโมยหัวใจสาววัยรุ่นไทยไปซะอีก แต่ที่ไหนได้ พ่อคนนี้กลับมีความสามารถ
    รอบด้านชนิดหาตัวจับยากทีเดียว ดูหนังเรื่องนี้แล้วมีแรงบันดาลใจที่จะซ้อมเปียโนขึ้นมาเลยทีเดียว
     
    ตอนนี้กำลังต้องการ Score เพลงนี้อยู่อย่างแรงกล้า ใครมีช่วยบอกที ไม่งั้นผมจะแกะเองแล้วนะ -*-...
     
         ขอเล่าเรื่องวันนี้หน่อยละกัน วันนี้ไปกินข้าวกับพี่ๆและเพื่อน วง the Chums กันมา ขอเกริ่นก่อนว่าวงนี้
    เป็นวง Acapella ที่พี่ๆและเพื่อนที่เคยร่วมงานร้องเพลงกันมา ตั้งขึ้น แต่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง ตั้งแต่ตั้งชื่อวงมา
    เราก็ยังไม่มีผลงานอะไรออกสู่สายตาประชาชนเลยครับ 555+ ก็หวังว่าจะได้มีโอกาสสร้างผลงานกันเร็วๆนี้นะครับ
    วันนี้ตอนแรกก็นัดกัน 11 โมง ตื่นมา 10 โมงกว่าแล้ว กลัวไปสายเลยนั่ง Taxi ไป ที่ไหนได้ ไปถึงคนแรก -*-
    จริงๆแล้วพี่แบงก์มาแล้วแต่รู้ว่ายังไม่มีใครมาก็เลยยังไม่เดินมา กรำ ผมโง่คนเดียวเรย... นัดที่ร้าน Holy Pizza
    เนื่องจากพี่แนนบอกว่า "อยากได้ร้านที่เงียบๆ"... มองเข้าไป ไร้คน... ไฟยังไม่เปิด พนักงานเช็ดกระจกอยู่
    แต่ป้ายมัน Open แล้วนี่นา... เอ่อ... เงียบไปไม๊ครับ -_-" พอมากันครบ (ราวเที่ยง!!!!! -*-) เลยไปกินอีกที่
    โดยมาลงเอยเอาตรงอาหารญี่ปุ่นนั่นเอง... ร้านซามูไร ชาเขียวเค้าก็อร่อยดีนะ ตอนแรกได้มาก็กินเลย โอ้โห
    ขมเข้มข้น... ต้องใส่น้ำเชื่อม แต่พอใส่ก็ใส่เยอะไปจนหวานไปเรย TT^TT!!! ฉะนั้นควรใส่แต่พอดีถึงอร่อย
    กินกันเสดก็แยกย้ายกลับ แต่พอดีกลับทางเดียวกะหลิน แล้วพี่แบงก์ก็อยู่ เลยไปกิน Swensens กันต่อซะงั้น
    กินเสดก็นั่งรถตู้กลับ ระหว่างทางหลินก็เมาส์ตลอดทาง ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ...
     
     
    ป.ล.1 ไปดู Secret ซะ!! ของเค้าดีจริงๆ!! เพลงเพราะด้วย ชอบๆๆๆๆๆๆๆๆ อยากดูอีกร้อยรอบ แต่มันก็อารมค้างอยู่ดี
    ป.ล.2 ผมจับผิดหนังเรื่อง Secret ได้ที่นึงล่ะ ไม่ใช่ในเนื้อเรื่องหรอก แต่ Special Thanks ตอนจบ
          มันพิมพ์ผิดเป็น Specail Thanks ตะหาก!! เจอไปได้ 555+
    ป.ล.3 ดูวนไปวนมาหลายรอบละ ซึ้งจัง >.< แต่มันอารมค้างไงก้อไม่รู้แฮะ
    November 16

    Dead Poet Society

     ขออัพย้อนหลังหน่อยนะ อิอิ  >> แด่วันอังคารที่ 13 พ.ย. 50

     

                   วันนี้อาจารย์ธงชัยไม่มาสอน แต่เอาหนังมาเปิดให้ดูแทน เรื่อง Dead Poet Society หรือ “กวีไร้ชีพ”.... โอโหเฮะ ชื่ออย่างเท่ห์ ก้อไม่รู้ว่าอาจารย์เค้าไม่ขุดหนังพวกนี้มาจากไหนนะเนี่ย แม้แต่ชื่อก้อไม่เคยได้ยิน แต่ของเค้าดีจริงๆแฮะ เป็นหนังแนวแฝงแง่คิดอะไรหลายๆอย่างเต็มไปหมดเลย ดูแล้วได้ข้อคิดอะไรหลายๆอย่าง ดีจังที่ลงเรียนวิชานี้

                    หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนวิชาประมาณบทกวี ที่มีวิธีการสอนและแนวความคิดที่ไม่เหมือนอาจารย์ท่านอื่น อาจเรียกได้ว่าแตกต่างกับคนอื่นโดยสิ้นเชิง เขามีกระบวนการในการสอนที่แปลกประหลาด เริ่มจากการให้นักเรียนในชั้นฉีกหนังสือที่ตนเองเรียน เพื่อไม่ให้สักแต่ว่าจดจำสิ่งที่เรียนเข้าไป แต่ทุกอย่างต้องมีการเข้าใจอย่างลึกซึ้งจากประสบการณ์และการได้สัมผัสสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น การทำอะไรที่ไม่เหมือนสิ่งที่เขาทำๆกันมา การทำอะไรแหกกฎเกณฑ์ประเพณีหรือทำนองคลองทำ ก็มักไม่ถูกสนันสนุนจากคนหลายคนอยู่แล้ว ในเรื่องมีเหตุที่นักเรียนคนนึงที่ถูกพ่อแม่บีบคั้นมากๆจนต้องฆ่าตัวตาย อาจารย์หลายท่านรวมทั้งอาจารย์ใหญ่ (จริงๆแล้วพ่อแม่เด็กก็ด้วย) ต่างโบ้ยให้เป็นความผิดของอาจารย์คีตติ้งคนนี้แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งไม่ยุติธรรมเลย ทำให้อาจารย์คีทติ้งถูกไล่ออก แต่ฉากที่ประทับใจฉากหนึ่งในเรื่องคือ วันที่อาจารย์กลับมาเก็บของของตนเองที่ยังเหลืออยู่ในห้อง แม้ว่าจะเป็นคาบของอาจารย์ท่านอื่น แต่เด็กนักเรียนในห้องเรียนก็ยังลุกขึ้นยืนบนโต๊ะเพื่อแสดงความเคารพและความรักที่มีต่ออาจารย์คีทติ้ง และเป็นการแสดงความขอบคุณและขอโทษด้วย สิ่งเหล่านี้แม้ว่าจะเป็นเพียงการกระทำ ไม่ได้มีถ้อยคำใดๆระบุว่าการกระทำนั้นทำไปเพื่ออะไร แต่ผมเชื่อว่าคนที่ดูหนังจะต้องสามารถตีความได้เอง ไม่ว่าจะออกมาเหมือนกันหรือไม่ แต่หนังก็ถือได้ว่าบรรลุในจุดประสงค์ของมันแล้ว

    ข้อคิดหนึ่งที่ได้จากการเรียนคาบนี้คือ “คาเปเดียม: Seize the day!!” มันแปลประมาณว่า ทำมันเลย อย่าไปรีรอ อะไรเงี้ย ทำวันนื้ให้ดีที่สุด จะได้ไม่มาเสียดายภายหลัง ต้องเอามาปรับใช้กับชีวิตประจำวันซะแล้ว ข้อคิดนี้จริงๆก็เอามาปรับใช้กับสิ่งที่ตั้งใจว่าจะทำได้เป็นอย่างดีเลยนะเนี่ย เรื่องของการทำวันนี้ให้ดีที่สุด อย่าไปพะวงถึงอดีตและอนาคต คนเราเกิดมามีชีวิตเดียว อยากทำอะไรก็ต้องทำซะในขณะที่ยังมีลมหายใจ มัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่งก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา

                    วันนี้ตอนดูหนังเรื่อง Dead Poet Society ตอนที่ นีล ตัวละครในเรื่องฆ่าตัวตาย ผมก็คิดว่ามันเศร้า และน่าเสียใจกับการกระทำที่ไร้ซึ่งความคิดของตัวละครตัวนี้เหมือนกัน เพราะเขายังไม่ได้บอกความในใจที่เขารู้สึกจริงๆกับพ่อแม่ของเขา แต่กลับเลือกที่จะตาย เลือกที่จะจากไปโดยทิ้งปัญหาต่างๆเอาไว้ให้แก่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ การฆ่าตัวตายนี้น่าเศร้าโศกเสียใจจริงๆ มีเพื่อนคนหนึ่งในห้องเสียน้ำตาเพื่อเป็นการไว้อาลัยสำหรับการตายของนีล ตัวละครตัวนี้ด้วยครับ 555+

    November 11

    การสอบEJU กับความรู้ป.4

         วันนี้ไปสอบ EJU มาล่ะ...  EJU คืออะไรน่ะเหรอ?  EJU เหมือนกับการสอบวัดระดับความรู้อะ มีวันนี้ที่ไปสอบมี 3 วิชา
    1.Japanese as Foreign Language: ก้อเป็นการสอบเหมือนวัดระดับภาษาญี่ปุ่นน่ะ... มีให้เขียนเป็น paragraph ด้วย =[]=!!
    2.Science: ประกอบด้วย ฟิสิกส์ เคมี แอนด์ ชีวะ ให้เลือกทำ 2 อัน แล้วแต่ว่าจะเอาไปยื่นทำอะไรด้วยแน่ะ
    3.Mathematics : เลขคณิตคิดไม่ออก
     
         ก่อนอื่นก็ขอท้าวความไปถึงเมื่อคืนก่อนละกัน เมื่อคืนนอนราวตี 3 เนื่องจากว่า EJU เนี่ย เค้าใช้ความรู้ม.ปลายสอบ -_-"
    ก็เลยต้องมีอ่านกันเล็กน้อย ทำให้นอนดึกเพราะมัวแต่ชืว กว่าจะได้อ่านก้อดึกนั่นเอง 555+ ตอนนอนก็รู้สึกกลัวว่าจะไม่ตื่น
    เพราะต้องไปเองด้วยไม่มีใครไปส่งเหมือนชาวบ้านเค้า >.< เลยทำ Affirmation ว่า...
     
    "พรุ่งนี้จะตื่น 6 โมงเช้าด้วยความสดชื่น ไม่ง่วงทั้งวัน"...
     
    ไม่น่าเชื่อ!! ใช้ได้ผล!! จากที่ได้ยินมาว่าคนทำแบบนี้มักตื่นก่อนเวลาราว 5-10 นาทีหรือไม่ก็ตรงเวลาเลย แต่ตื่นมา...
    ตี 5 ครึ่ง!!!  ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะตื่นเองได้เวลานี้โดยไม่ตั้งนาฬิกาปลุก แต่ในเมื่อเราตื่นมาก่อนเวลาขนาดนี้
    สิ่งที่เราควรจะทำคืออะไรล่ะ? ตื่นนอนไปล้างหน้าล้างตา อ่านหนังสือทบทวนเพื่อเตรียมสอบตอนเช้า!! - นั่นมันทฤษฎี
    นอนต่อสิครับ... ตื่นมาอีกที 6 โมงครึ่ง นาฬิกาปลุก 6 โมงไม่ตื่นด้วย... Affirmation นี่มันเจ๋งจริงๆเลย :P
     
         นั่ง Taxi ไปล่ะ ตอนเลี้ยวเข้าซอยคอนแวนต์ก็จำได้ว่าคราวที่แล้วตอนมาสมัครสอบ มันอยู่ไม่ใกล้ทางเข้าเท่าไหร่
    ก็เลยบอกว่า "เพ่! ตรงไปเรื่อยๆเรย~"... เสดแล้วก็พบกับ... ร.ร.เซนโย... ก็เลยรู้ตัวว่า เลยแร้วววว  เดินกลับไกลเลย -_-"
    ทีนี้ไปถึงราว 7 โมงครึ่งกว่าก็เริ่มแสดงความโง่ โดยการเดินอย่างมั่นใจขึ้นไปบนตึก ขึ้นไปถึงชั้น 3 ก็พบว่ามันไม่ใช่ ก็เลยเดิน
    ขึ้นไปถึงชั้น 4 แล้วก็พบว่า มันยิ่งไม่ใช่... เอาล่ะสิ ทำไงดี โทรไปถามเปิ้ลละกัน... คุยกันไปคุยกันมา ก็ได้ยินเสียงเปิ้ลสะท้อน
    มาตามกำแพงจากข้างล่าง  กรรม! ตรูเดินเลยชั้น 2 มาเพรื่อ???  โง่ 1
         ทีนี้หลังจากตัดใจไม่สอบญี่ปุ่น เพราะความรู้น้อยมากแทบตัดทิ้งได้ และมันมีให้เขียนเรียงความด้วย รวมทั้ง
    ไม่สามารถออกก่อนเวลาได้ 3หน่อจุฬา จูน เปิ้ล แมน ก็เลยนั่งอ่านฟิสิกส์เคมี เตรียมสอบตอน 11 โมงกัน... ประมาณ 10 โมง
    ก็ลงไปหากาแฟกินกันแก้ง่วง จริงๆก็ไม่ง่วงเท่าไหร่หรอก อาจจะเพราะ Affirmation ที่ว่า "...ด้วยความสดชื่น ไม่ง่วงทั้งวัน" ล่ะมั้ง
    แต่ก็กิน เดินไปกินกาแฟสดกัน ขาเดินกลับก้อกินซาลาเปาไปอีกลูก เพราะเห็นแมนสั่ง... ทั้งๆที่ไม่หิว และท้องอืดอยู่ด้วย... เวร
    ตอนกลับขึ้นไปก็พบว่าเค้าปิดล็อคประตูไม่ให้เข้าออก เพราะข้างในมีฟังเทปกันอยู่ คงกลัวเสียงไปรบกวน ก็เลยรออยู่ข้างนอก
    ทีนี้เค้าก้อเปิดให้เข้า แต่ตอนนั้นเดินไปเข้าห้องน้ำก่อน กลับออกมา มันปิดอีกแล้ว -*- โง่ 2 รอ 15 นาที เลยให้แมนเอาชีท
    ออกมาให้อ่าน... 15นาทีถัดมาก้อเข้าไปได้
         โง่ 3, 4 และ 5 ก็คงเป็นในห้องสอบล่ะมั้ง... รู้สึกว่าถ้าอยู่ม.ปลายจะทำได้เยอะกว่านี้เยอะๆเลยอะ เซ็งมาก ลืมสูตรหมด
    บางอย่างง่ายๆก็จำสูตรไม่ได้ Math ก็โหดเหลือเกินนนนน ไม่เห็นใจคนไม่ได้เรียนนานจนความรู้เท่าเด็กป.4มั่งเลย
    ตอนทำข้อสอบอยู่มีแอบคลื่นไส้ด้วยล่ะ คิดว่าน่าจะเพราะยาแก้อักเสบลำไส้อะไรที่หมอให้มา เล่นเอาแทบอ้อกส์ในห้องสอบ
    นี่ขนาดไม่วอกแวกยังทำไม่ทันเลยอะ ถ้าออกมาอ้อกส์นี่ทำไม่ทันยิ่งกว่านี้แหงๆ
        
          หลังจากบอบช้ำกับข้อสอบ EJU มาแล้ว ก็กลับบ้านมาท้องอืดอย่างสงบ เซ็งจริง เมื่อไหร่จะหายก้อไม่รู้ เฮ่อ....
    2day's Affirmation: ผมเป็นคนร่างกายแข็งแรง ระบบย่อยอาหารทำงานดีมากครับ
     
    ป.ล. เมื่อวานไปงานเลี้ยงรุ่น SK122 มา ห้องเรามีคนไปสองคนเองมั้ง เรากะเกี๋ยง... -*-
    November 09

    22 หน่วยกับวันป่วยๆของฉัน

                    ในที่สุดการลงทะเบียนเรียนอันแสนเหนื่อยยากลำบากทั้งกายและใจก็ได้จบลงไปเสียที จริงๆแล้วการลงทะเบียนครั้งนี้นับเป็นครั้งที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ เนื่องจากลงทะเบียนคราวที่ต้องคำนึงถึงเกรดที่จะจบ ซึ่งเหมือนประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อครั้งยังเยาว์สมัยสอบเข้าเรียนที่จุฬาฯ การเอ็นทรานซ์ครั้งที่ 1 ด้วยความโชคดีคะแนนก็เลยพอมีพอกินบ้างเล็กน้อย อยู่ที่ 350 กว่าคะแนนนี่ล่ะมั้ง หลังจากดูสถิติการเอ็นทรานซ์เข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วพบว่า 300 ก็ติดแล้วนี่หน่า แต่วิดวะคอมรู้สึกจะราวๆ 380 มั้งถึงติด ตอนนั้นก็คิดว่า ถ้าเรามีความสามารถที่จะเรียนภาคคอมได้จริง เราก็ต้องเลือกภาคตอนปี 2 ได้สิ!!   เทอมสองก็เลยชิว ไม่อ่านไม่สนอะไรทั้งนั้น อ่านตอน 4 วันก่อนเอ็นท์ -_-“ แล้วปรากฎว่าคะแนนขึ้นมา 20 คะแนน จาก 350 กว่าๆ ก็เป็น 370 กว่าๆ รวม GPA และ PR แล้ว ขาดไป 6 คะแนน ไม่งั้นก็ยื่นคะแนนเข้าคอมตรงได้แล้ว -*-...  แม้ว่าปัจจุบันจะได้เรียนภาคคอมอยู่แล้วก็เถอะ แต่ว่ามันก็เจ็บใจเล็กๆ ที่ถ้าตอนนั้นขยันขึ้นมาแม้เพียงส่วนเสี้ยวของนิวเคลียส เราก็อาจจะติดภาคคอมตรงมาโดยไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย... จนเหตุการณ์ล่วงเลยมาจนถึงป่านนี้... ปี 4 ภาคคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย...  อีกแล้วที่เกรดผม 3.17 เกือบๆได้เกียรตินิยมอันดับสอง ก็เพราะความชิวอีกเช่นกันทำให้ไม่ค่อยขยัน เกรดมันเลยอยู่แถวเนี้ย ไม่ขึ้นไปไหนซะที เฮ่อ... เทอมนี้เทอมสุดท้าย ก็เลยต้องมีดั้นด้นกันบ้าง เพราะว่าถ้าพยายามและเรียนเยอะหน่อย เกรดของผมก็สามารถจะถึงเกียรตินิยมได้ แล้วทำไมเราถึงจะไม่พยายามล่ะ? ลองดูซักทีแม้ว่ามันอาจจะมีโอกาสไม่ได้ก็ตาม แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ลอง แล้วมาเสียใจเอาภายหลัง จริงมะครับ J คิดได้อย่างนี้แล้ว ก็เลยลงไป 22 หน่วย (แต่ลง S/U ไป 2 หน่วย) ท่าทางชีวิตจะลำบากกว่าที่คิดเยอะเลย -_-“

                    ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องกราบขออภัยอาจารย์อรรถวิทย์ไว้ด้วย จะขอลดรายวิชา Robotic ออกจากสารบบนะครับ -/\- เนื่องจากผมคำนวณดูแล้ว แม้ว่าวิชาจะน่าสนใจก็ตาม แต่งานมันเยอะจริง รวมทั้งไม่การันตีเกรดด้วย ผมก็เลยมิกล้าเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงครับ แต่ก็อยากเรียนจริงๆนะครับ TT^TT เข้าใจความลำบากใจนี้สินะครับ อาจารย์...

                    วันนี้เป็นวันที่สอง หลังจากการป่วยหนักเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไม่ทราบว่าเมื่อวันพุธเป็นอะไร ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย เป็นไข้ ผะอืดผะอม อาการย่ำแย่มาก รวมทั้งวันนั้นยังต้องเรียนทั้งวัน และอาจารย์อรรถวิทย์ก็นัดเรียน Robotic เพิ่มตอนเย็นอีก วันนั้นยอมรับเลยว่าแย่จริงๆ หลับตลอดเลย เรียนก็หลับ ร่างกายมันไม่ไหวแล้วจริงๆ ขนาดออกมาอาเจียนตอนเรียน กลับไปเรียนก็หลับๆ กลับบ้านก็หลับเลย 12ชั่วโมงถัดมาตื่นมาเลยค่อยยังชั่วบ้าง แต่วันนี้ก็ยังท้องอืดอยู่เลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ระบบย่อยอาหารไม่ค่อยดีเลยแฮะ เฮ่อ...  อาจจะเป็นเพราะเครียดเรื่องการวางตารางเรียนด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้ วันนี้แม้ว่าจะเป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียน ผมก็ยังคงต้องนั่งเครียดกับการเลือกลงวิชาเรียน Reg Chula ก็ไม่รู้เป็นอะไร Server Down ได้ Down ดี จนวันสุดท้ายถึงได้ใช้ได้ รวมทั้งวันนี้ไปขอย้าย sec วิชา Intro Rec ก็เจอพนักงานทะเบียนที่คณะวิทย์กีฬาคนนึง พูดจาไม่เข้าหู ปากสุนัขมากๆ ไม่ใช่สุนัขธรรมดา แต่เข้าขั้น Kerberos* เลยทีเดียว มาถึงก็หาเรื่องก่อนเลย คืออยากจะบอกว่า เพื่อนผมจะลด แล้วให้ผมลงแทนครับ ไม่ได้อยู่ดีๆมาขอลงเพิ่มครับ ช่วยพูดจากันดีๆหน่อย ไม่รู้ว่าทำงานบริการได้ยังงัย ขอให้โดนไล่ออกในเร็ววัน ฮ่าๆๆ พนักงานคนอื่นๆก็เหมือนจะรู้นะว่าคนนั้นแย่ ก็พูดกับเราดีๆ รู้ว่ามีคนมาขออะไรแบบนี้เยอะ แต่ก็นะ งานบริการ มีสิทธิ์อะไรมาด่านิสิต ผมไม่ได้ไปติดต่อคุณเลยด้วยซ้ำ... อ้าว... พูดด้วยอารมณ์ซะแล้ว 555+ ต้องส่งอาจารย์ด้วยนี่นา ขอโทษนะครับอาจารย์ที่ให้ต้องอ่านความจริงแย่ๆของจุฬาเรื่องหนึ่ง...

     

     

    *Kerberos/Cerberus คือสุนัขเฝ้าประตูนรก มีหัวสามหัว มีหางเป็นงู มีหน้าที่เฝ้าประตูสู่นรก ยอมให้เฉพาะวิญญาณคนตายเท่านั้นผ่านเข้าไป และ ไม่ให้กลับออกมา   อ้างอิง : http://en.wikipedia.org/wiki/Cerberus

    The Creative Journal and the Musical Therapy

                    กราบเท้าคุณพ่อคุณแม่ที่เคารพ... วันนี้ผมได้เรียนวิชา Creative Habit มาล่ะครับ วันนี้อาจารย์ธงชัยได้สั่งงานว่า ให้ไปเขียน Creative Journal มา โดยเนื้อความข้างในจะต้องมี “สาระ” ดังต่อไปนี้ปะปนอยู่ด้วย สาระที่ว่าก็คือ

    1.       ข้อคิดที่ได้จากการเรียนแต่ละครั้ง : เอาล่ะ... สาระแรก วันนี้เรียนเกี่ยวกับ Creative Person คืออาจารย์ได้ยกตัวอย่างบุคคลสำคัญที่โด่งดังในอดีต เช่น Leonardo da Vinci Code…  ไม่ๆๆ… ไม่มี Code ... ขอโทษครับ ลืมไปว่าเป็นส่วนสาระ  da Vinci นี่จัดว่าชีวิตของเค้าน่าสนใจทีเดียว ผมก็ได้เคยอ่านประวัติชีวิตของเขาบ้างแต่ก็ลืมๆไปแล้วล่ะ รู้แต่ว่าเค้าทำแทบทุกอย่างจริงๆ เป็นตั้งแต่จิตรกร สถาปนิก เรื่อยไปจนถึงแพทย์เลยทีเดียว จะเรียกว่าแพทย์ก็คงไม่ใช่ ต้องเรียกว่านักกายวิภาคศาสตร์มากกว่าเนอะ จำได้ว่าที่เคยอ่าน มีอยู่ช่วงนึงที่ดาวินชีอยากจะหล่อสำริดรูปม้าที่เหมือนจริงที่สุด เค้าก้อเลยเริ่มจากการหาศพม้ามาผ่า แล้ววาดรายละเอียดของกล้ามเนื้อภายใน เส้นเอ็นภายในไว้อย่าง nerd ที่สุด =[]=!!  คนอะไรก็ไม่รู้ น่ากลัวๆ...  ข้อคิดที่ได้จากการเรียนวันนี้อันนึงก็คงมาจากตอนอาจารย์เอา Star Wars มาฉายให้ดู ตอนนั้นโยดาพูดอารมณ์ประมาณว่า “Don’t Try! Do or do not…” โอ้ววว... เท่ห์มากมาย มันแปลว่าอย่าลอง... จงทำ หรือไม่ก็ไม่ทำเลย  เท่ห์เนอะ

    2.       บันทึกเหตุการณ์ประจำวัน : ส่วนสาระหมดไปแล้วสินะ... งั้นก็ขอต้อนรับเข้าสู่ส่วนไร้สาระของ Entry นี้กันเลยคร้าบบบ!!... อย่างที่จั่วหัวเอาไว้กันตั้งแต่ต้นแล้วว่า “The Creative Journal and the Musical Therapy” ผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า Musical Therapy นั้นคืออะไร? ถ้าท่านสงสัย เชิญติดตามชมต่อได้เลยครับ แต่ถ้าท่านใดไม่สงสัย ผมก็ยังจะขอเล่าให้ฟังอยู่ดี ฉะนั้น ก็ทำใจอ่านๆไปเสียเถิด...  วันนี้ตอนเย็นไปชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิคที่วง BSO(Bangkok Symphony Orchestra) เล่นมา  ตัดสินใจไปดูเพราะว่าเพื่อนที่เป็นนักเปียโนบอกว่าเพลงที่เค้าจะเล่นหนึ่งในนั้นก็คือ “Rachmaninov Concerto No.2” ซึ่งฟังแล้วก็รู้สึกอยากไปดูทันทีเนื่องจากว่าเพลงนี้เป็นเพลงคอนแชร์โต้ที่เพราะมากๆเพลงหนึ่ง แถมเป็นเพลงที่ชอบมากๆซะด้วย ก็เลยตัดสินใจไปฟัง ทั้งๆที่มีรายงานซีเนียร์โปรเจคจะต้องส่งในวันรุ่งขึ้นก็ตามที... ระหว่างเดินทางไปที่ศูนย์วัฒนธรรมเพื่อไปซื้อบัตรหน้างาน ก็ได้ข่าวมาว่าคนเยอะมาก งงเล็กน้อยเพราะปกติคอนเสิร์ตคลาสสิคก็ไม่ค่อยมีคนมาดูกันอยู่แล้ว ขนาดนักเปียโนเก่งๆมา ยังโล่งเลย แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ช่วงนี้กระแส Nodame กำลังมาแรง (ใครไม่รู้จัก Nodame Cantabile ก็ไปหามาดูกันซะนะครับ มีทั้งรูปแบบการ์ตูนและหนัง) เด็กๆเต็มไปหมดเลย (ก็เพิ่งมารู้ทีหลังอีกเช่นกันว่า วิชา Intro to Classical Music ที่ข้าพเจ้าเคยซัด B+ มาแล้ว เค้าสั่งให้มาดูคอนเสิร์ตนี้กัน มิน่าคนเยอะ -_-“ )คอนเสิร์ตเริ่มประมาณ 2 ทุ่ม ก็ไปถึงพอดีๆ เฉียดๆจะอดดู  ไปถึงปรากฎว่าพี่ที่ชมรม(CU Chorus) หาบัตรฟรีให้ได้ 2 ใบ แต่พวกเราไปกัน 3 คน... อ่าว... เกิดศึกชิงนางสิครับ  หลังจากต่อยกันสะบักสะบอมได้ที่แล้ว เลยเดินไปซื้อตั๋วราคา 500 บาท 1 ใบ แล้วแชร์กัน 3 คน เพื่อจะได้เข้าไปนั่งในโซนเดียวกันได้ แต่พอเข้าไปแล้วก็พบว่า... เนียนนั่งที่อื่นก็ได้ เพียงแต่ว่าบัตร 300 มันจะต้องไปอยู่ชั้นบน ก็เลยจำใจเสีย 500… ณ จุดนั้นก็รู้สึกเสียดายตังค์เล็กน้อย แต่เมื่อได้ฟังเพลงที่รอคอยแล้วก็พบว่า!!!   โคตรเสียดายตังค์เลยครับ!!!!!!!!!!  -*-…. เล่นห่วยมากถึงมากที่สุด  นิยามของ Concerto ที่เคยได้ยินมาว่า “คอนแชร์โตคือประชันระหว่างเครื่องดนตรีเดี่ยวเพียงชิ้นเดียวกับวงออร์เคสตรา” มันคือแบบนี้หรือนี่... เปียโนกับวงเล่นเหลื่อมกันราวครึ่งจังหวะ ในขณะที่คอนดักเตอร์ให้จังหวะมือแทบหงิก แล้วนักเปียโนก็ยังเล่นผิดตรึม พร้อมกับเสียงฟลู้ตป่วยๆ ส่งเสียงแหบๆ และโอโบที่เหมือนจะเจ๊งกลางคัน เห็นเค้าเอามาเขย่าๆ ได้ยินเสียงแก๊กๆด้วย 555+  แต่คอนเสิร์ตนี้รวมๆแล้วกลับดูแล้วสบายใจ  อาจจะเป็นเพราะว่าฮาเหลือเกิน  คอนดักเตอร์เวลาคอนดักเค้าจะใส่อารมณ์ถึงขีดสุด มิใช่แค่แขนที่เคลื่อนไหว แต่ทั้งร่างกายและขาก็ขยับไปตามๆกัน จนกลายเป็นการเต้นตลกๆไป 555  มีบางช็อตเหมือนกอริลล่ากำลังกระโดดอยู่หน้าวง :P  รวมๆแล้วก็ดูแล้วอารมณ์ดีขึ้นครับ เลยขนานนามให้ว่าเป็น Musical Therapy จริงๆ...

    3.       นิสัยหรือเทคนิคที่กำลังพัฒนา : ตอนนี้กำลังพยายามมองโลกในแง่ดีอยู่ล่ะ J คนเราย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าเรายกย่องในข้อดีของเขา และยอมรับในข้อเสียที่เขาเป็น เราคงจะอยู่ร่วมกับเขาได้อย่างเป็นสุขมากขึ้นนะครับ แต่อย่าหวังนะว่าจะเอาอันนี้เป็น Affirmation!  เด๋วก็รู้กันหมดสิว่าใครเป็นใคร หุหุ  ปัญหาที่พบคือสำหรับบางคนแค่เห็นหน้า ประสบการณ์ด้านลบมันก็ลอยมาก่อนแล้ว ก็ต้องพยายามมองโลกในแง่ดีกันต่อไป... สู้ๆ!!